HOME
 
NEWS
 
FORUMS
 
TUTORIALS
 
BACK ISSUES
REPRESENT
 
GALLERY
 
REELS
 
BLOG
 
LIVE CHAT
DIGICON6
 
PLUSINDI
 
EVENT
 
ABOUT US
 
CONTACT
username register
password forgot password
   
Remember me?
 
 
เปลี่ยนเมนู ค้นหา
ติชมทั่วไป :2,272 กระทู้ 509 หัวข้อ 
  งานศิลปกรรมแห่งชาติชนะเลิศเหรียญทองที่ชื่อ\"ภิกษุสันดานกา\"
aeyes
Level: 1
offline
Post: 5
PM Email
Post Date: 26 September 2007 | 21:14:04
 

ขอระบายหน่อยนะครับ..เรื่องจากข่าวที่
พระ-ฆราวาสรวมตัวประท้วงระงับแพร่ภาพฉาว "ภิกษุสันดานกา" ที่ชนะเลิศเหรียญทอง งานศิลปกรรมแห่งชาติ ชี้วาดพระสงฆ์เอาหัวชนมีปากแหลมเหมือนอีกา แสดงกิริยาแย่งด้ายสายสิญจน์และตะกรุดในบาตร เป็นการลบหลู่ศาสนา....
จากช่าวผมเห็นว่าเป็นกรณีศึกษา..เป็นกระจกสะท้อนสังคมปัจจุบันที่ผมก็เห็นด้วยครับ...
อย่างแรกต้องทำความเข้าใจก่อน..ว่ามันเป็นศิลปะ
ผมไม่ได้ให้เข้าใจว่าพอเป็นศิลปะแล้วจะสามารถทำอะไรได้หมด
แต่สิ่งที่ผมอยากให้เข้าใจก็คือ..ตัวศิลปินต้องการสื่อถึงอะไร
สะท้อนถึงอะไร..แม้บางภาพบางเรื่องอาจต้องใช้วิธีคิด...
หรืออาจจะต้องคิดที่มากกว่า1ชั้น
หรือจินตนาการที่ละไว้จากขอบเขตที่มีอยู่..

อย่างกระนั้นเลย..

ลองมาย้อนกลับมาที่พระสงฆ์เอง
ทีมั่วสีกา เสพยาบ้า เดินช้อปปิ้ง(พันทิพย์ซื้อซีดีโป๊)
ฉันแอลกอฮอล..ใบ้หวย ปลุกเสกพระ ทำเสน่ห์ยา ทำการตลาดจตุคาม
แล้วทำไมไม่เห็นมีคนออกมาประท้วง...ติติงกันบ้างละครับ..
พระเดชพระคุณ...

ถ้ามันซีเรียสไปก็ขอโทษทีนะครับ...แบบว่าอึดอัดอยากระบาย
ขอความเห็นกรณีนี้จากเพื่อนๆทุกๆด้วยครับ..

ช่วยกันแสดงความเห็นร่วม



 
 
  Re: ความคิดเห็นที่ 1
CG.Plus
Level: 6
offline
Post: 294
PM Email
Reply Date: 26 September 2007 | 21:34:10
 

เรื่องนี้นี่ นานาจิตตัง มากๆๆเลยนะ  ผมเองก็ได้อ่านข่าวเเล้วเหมือนกันครับ เรื่องนี้ก็ยังคิดอยู่เหมือนกัน เคยได้ยินสุภาษิตนึงจากใครไม่รู้จำไม่ได้ [ ขโมยมาใช้อย่างเดียวไม่เคยจำ ] ว่า Wiseman says, Politics and Religion shall not be talked on dinning table    -  ประมาณว่า เรื่องการเมือง กับ ศาสนา เนี่ยะ เป็นเรื่องที่เปราะบางมากๆๆ ไม่ควรที่จะหยิบยกมาพูดคุยกัน เเม้เเต่เพื่อนยังฆ่ากันตายมาเเล้ว  เหมือนของอิสลามห้ามเขียนภาพศาสดาเค้าเลยนะ  บวก"วุฒิภาวะ"คนไทยส่วนนึง ยังไม่สามารถเเยกเเยะได้ครับ  เรื่องศิลปะ เนี่ยะ  เเยกไม่ออก ด้วยว่า อะไรควรไม่ควร เหมือนไอ้พวกที่ถ่ายนู๊ดเอาเงินช่วย วัดพระบาทน้ำพุ เเก้เอดส์ไง "ศิลปะ" ที่คนอีกกลุ่มนึงเอาไปอ้าง  มันจึงตกอยู่ในภาวะ "เสี่ยง" มากๆที่ศิลปินน้ำดีจับเอาเรื่องพวกนี้มาเล่นครับ
ผมจึงขอออกความเห็นเเค่ใน เรื่อง เเพะ ที่ห่มผ้าเหลืองออกหากิน หลอกเงินชาวบ้านน่ะ กรมการศาสนา หรือ หน่วยงานที่เกี่ยว ทำไมไม่ทำระบบ เเบบ บัตรประชาชน อะไรไปเลยก็ได้ บางที จับสึกมา วิ่งไปบวชวัด อื่นเเถวต่างจังหวัด ก็ชุบตัว กลายเป็น เเพะ Version 2 อีกเเล้ว   ผมว่านะ ไอ้พวกเเพะ ที่เสพย์เมถุน - ยาบ้า -อะไรพวกเนี้ยะ  นอกจากจะให้สึกเเล้ว น่าจะจับเข้าคุก โทษฐาน หลอกลวงประชาชน ด้วยนะ เคยอ่านข่าวเจอ เเพะตัวหนึ่ง รู้สึกจะเป็นเกือบถึง เจ้าคณะ ไปมีเมีย เอาเงินที่ญาติโยมให้มาไปทำคลอดให้เมีย จับได้ หนีไป เขียนจม. ทิ้งไว้ว่า "ขอบใจทุกคนมาก บทคนจะรวยมันก็รวยช่วยไม่ได้"  ตอนนี้ไม่รู้จับได้รึยัง
  ปล. เรื่องพระเดิน พันธ์ทิพย์เนี่ยะ จริงๆผมเคยได้ยินว่ากรมการศาสนามีหนังสือเวียนถึงวัดทั่วประเทศ ว่าห้ามพระลูกวัดไปเดิน หรืออะไร ประมาณนี้มา 2 ปีเเล้วนะ เเต่ก็ ...

 
  Re: ความคิดเห็นที่ 2
nutartworks
Level: 5
offline
Post: 152
PM Email
Reply Date: 26 September 2007 | 23:01:17
 

เรื่องเกี่ยวกับศาสนา ถ้าเอามายุ่งด้วยแล้ว ส่วนใหญ่จะโดนด่า ดีไม่ดีแค่ไหนก็ยังต้องมีคนมาด่าจนได้ เพราะคนเราเชื่อและศรัทธาไม่เท่ากัน แถมคิดกันคนละมุมด้วย  ทางที่ดีที่สุดคือ อย่าไปยุ่งมากนัก กลางๆไว้ อย่าไปสะท้อนมากเกินไป

เรื่องพระจตุคาม ตอนนี้เป็นแฟชั่นไปแล้ว คนไทยเรา เวลาอะไรดังขึ้นหน่อยก็แห่ตามกันมา จนพ่อค้าแม่ค้าหัวใสก็ทำการตลาด ได้ตังค์กันบานตะไท พระน่ะศักดิ์สิทธิ์จริงครับ แต่จะแค่ไหนขึ้นอยู่กับศรัทธา(ไม่ใช่หลงมั่วซั่ว) และที่สำคัญคือ ศีล สมาธิ ปัญญา แถมบวกๆด้วยกรรมเก่าอีกหน่อย  ขนาดคนที่มีอิทธิฤทธิ์ยังเสื่อมได้ ถ้าไม่มีศีล (คนละอย่างกับไศยศาสตร์นะ) แล้วถ้าคนใส่พระไปทำเลวๆ จะมีประโยชน์อะไร

 
  Re: ความคิดเห็นที่ 3
dior-ked
Level: 2
offline
Post: 29
PM Email
Reply Date: 27 September 2007 | 01:12:06
 
เรื่องของศาสนาเปราะบางมาก 
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร  คิดอย่างไร  ขืนเราพูดมากไป  คนที่ผิดหรือแย่เองจะกลายเป็นเรา
ถูกทุกอย่างแหละค่ะ  มองได้หลายแง่  แต่ละแง่  ก็มีทั้งดีทั้งไม่ดี
ทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับการมอง  ภาพพจน์  ไม่ว่าจะด้วยทางสังคม  การเมือง  หรืออะไรก็ตาม
ไม่พูดมากดีกว่าแฮะ  แต่ก็เข้าใจในสิ่งที่ระบายออกมาล่ะค่ะ
 
  Re: ความคิดเห็นที่ 4
BigHead
Level: 2
offline
Post: 18
PM Email
Reply Date: 30 September 2007 | 21:19:58
 

เรื่องนี้มันก็ต่างความคิด เราคิดว่าน่าทั้ง2 ฝ่ายน่าจะหันหน้ามาคุยกันมากกว่าแล้วมาดูกันว่าอะไรควรปรับให้มันดี งานก็เป็นแค่ผล-ภาพสะท้อนของสังคมในยุคนั้นๆ 
แล้วการกระทำจะสะท้อนผลเองนะ ใครทำอะไรดีไม่ดี พระดีดีมีเยอะ มีสติเข้าว่าดีสุด

 
  Re: ความคิดเห็นที่ 5
aeyes
Level: 1
offline
Post: 5
PM Email
Reply Date: 01 October 2007 | 23:08:56
 

มีข่าวต่อเนื่องมาครับ

สถานการณ์สร้างโอกาส อนุพงษ์ จันทร เจ้าของภาพ “ภิกษุสันดานกา”

เจอกับเหตุการณ์ที่สงฆ์ออกมาประท้วงภาพเขียนว่าถ่ายทอดไม่เหมาะสม ทำให้พระสงฆ์และพระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย แถมมีการเรียกร้องให้ถอดถอนรางวัลเหรียญทอง ศิลปกรรมแห่งชาติ ที่ได้รับในปีล่าสุด
       อนุพงษ์ จันทร เจ้าของภาพ “ภิกษุสันดานกา” ภาพต้นเหตุ ให้สัมภาษณ์ก่อนไปออกรายการ “ตาสว่าง” เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมาเพื่อชี้แจงกับสังคมผ่านสื่อ พร้อมด้วยศิลปินใหญ่ รุ่นพี่คณะจิตรกรรมฯ ม.ศิลปากร (เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์,และ ผศ.ถาวร โกอุดมวิทย์) อนุพงษ์ยังคงยืนยันว่าตนไม่ได้มีเจตนาร้ายทำลายพระพุทธศาสนา เพียงแต่ต้องการสะท้อนมุมมองผ่านงานศิลปะ ให้เห็นอีกด้านหนึ่งของสังคมที่มีคนชั่วเช่นนี้อยู่จริง
       
       “ผมต้องการสะท้อนเพื่อให้เราช่วยกันสอดส่องดูแลศาสนาของเรามากกว่า มันไม่ใช่ประเด็นที่ว่า เราไปต่อว่าสงฆ์ ว่าพระสงฆ์ทุกรูปเป็นอย่างนี้ มันไม่ใช่ มันมีการตีความที่ผิดไป อาจจะด้วยมุมมองที่ต่างกันของเราทั้งสองฝ่าย ผมคิดอีกอย่างหนึ่ง คนประท้วงมองอีกอย่างหนึ่ง เจตนารมณ์มันไม่ตรงกัน
       
       และเรื่องของการถอดถอนรางวัล มันถอดถอนไม่ได้หรอกครับ เพราะมันเป็นเรื่องของการตัดสิน งานศิลปกรรมแห่งชาติก็ไม่ใช่ว่าเพิ่งมี มีมาแล้ว 60 กว่าปี จัดมาแล้ว 50 กว่าครั้ง กรรมการก็เป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งนั้น เป็นศิลปินแห่งชาติ เป็นศิลปินชั้นเยี่ยม เป็นนักวิชาการทางด้านศิลปะ เขาเลือกสรรกันมาแล้ว”
       
       อนุพงษ์กล่าวว่าว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบกระเทือนความรู้สึกหรือลดทอนความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่อไป อีกทั้งไม่คิดยึดติดอยู่กับเนื้อหาเดิมๆ
       
       “ผมรู้สึกดีนะว่าอย่างน้อยงานมันมีส่วนร่วมกับบุคคลในสังคม มีทั้งคนที่เข้าใจและไม่เข้าใจ ก็เป็นธรรมดาของคน ก็ไม่ใช่เรื่องผิดเรื่องถูก เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องที่ผมไม่ได้คาดคิดมาก่อน หลายคนเคยเห็นงานผมมาตั้งนานแล้วเมื่อเกิดเรื่องขึ้นมา ผมพยายามนิ่งไว้ก่อน คอยตอบคำถามตามเจตนาของผม ว่าเราไม่ได้มีเจตนาอย่างที่พระสงฆ์ท่านออกมาประท้วงอยู่แล้ว แต่เรามีเจตนาดี
       
       ผมจะยังทำงานของผมต่อไปเรื่อยๆ แต่ผมคงไม่ทำเรื่องเกี่ยวกับพระสงฆ์ตลอดชีวิตหรอก ส่วนไอ้เนื้อหาในการทำงานมันก็ขึ้นอยู่กับว่า ไอ้แรงสะเทือนใจเราได้มาจากอะไร ณ ขณะไหนมากกว่า”


       และตอนนี้เจ้าตัวได้เริ่มสนใจอยากจะถ่ายทอดงานออกมาในเนื้อหาอื่นๆบ้างแล้ว เป็นการเดินตามความคิด ความรู้สึกที่ตนมีต่อสิ่งต่างรอบข้าง หาใช่เพราะมีแรงกดดันจากเหตุการณ์ประท้วง
       
       “ เป็นต้นว่าเรื่องของคนที่มีอิทธิพลต่อสังคม เรื่องอะไรที่มันขัดแย้งกับความรู้สึกของเรา ในสิ่งสิ่งที่เราเห็น แต่มันยังไม่ชัดเจนว่าจะทำอะไร อาจจะลองทำขึ้นมาก่อนว่ามันจะได้อย่างที่เราต้องการหรือเปล่า
       
       อย่างก่อนหน้าที่จะมาเป็นงานชุดนี้(ภิกษุสันดานกา) งานของผมมันก็พัฒนามาจากรูปทรงอะไรก็ไม่รู้ จากรูปทรงเรขาคณิต แล้วก็มาเป็นรูปทรงแบบประเพณี แล้วก็ค่อยๆปรับมาเรื่อยๆ ไอ้ตัวนี้มันเป็นผลมาจากการทำงานศิลปะที่มันจะคลี่คลายมาเรื่อยๆ”
       
       ครั้งหนึ่งอนุพงษ์เคยให้สัมภาษณ์ว่าภาพเขียนของเขาเป็นภาพเขียนที่ไม่เหมาะที่ใครจะไปซื้อติดบ้านสักเท่าไหร่ นอกจากติดไว้ดูกันตามพิพิธภัณฑ์ มาวันนี้เกิดเหตุการณ์ที่พลอยทำให้ภาพของเขามีโอกาสเผยแพร่สู่สายผู้คนมากขึ้น และมีคนจำนวนไม่น้อยชื่นชอบในสิ่งที่เขาถ่ายทอดมากกว่าที่จะก่นด่า อย่างไรก็ตามเจ้าตัวบอกว่ายังไม่มีใครติดต่อขอซื้อภาพเขียนของเขาทั้งสิ้น
       
       “ก็ยังไม่เห็นมีนี่ครับ เพราะผมทำงาน ผมทำเพราะอยากทำ ไม่ได้ทำเพราะว่าอยากขาย ไอ้เรื่องการขายงานหรือว่าการประกวดงานมันมาทีหลัง เรารู้สึกกับเรื่องนี้เราก็ทำงาน วันหนึ่งความรู้สึกของเราอาจจะเบนไปอินกับเหตุการณ์อื่น อาจจะรู้สึกสะเทือนใจกับมดซักตัวนึงตายอะไรอย่างนี้ มันก็อาจจะเอามาทำเป็นงานศิลปะได้ ถ้าเรารู้สึกกับมันจริงๆ แล้วเราสามารถทำมันเป็นงานศิลปะได้”
       

       สถานการณ์อาจสร้างโอกาสให้มีคนหันมาสนใจผลงานของเขามากขึ้น แต่อนุพงษ์ยังคงยืนยันอีกเช่นกันว่าการสร้างงานศิลปะเพราะอยากดัง นั่นไม่ใช่วิถี
       
       “มันอาจจะมีส่วน ภาพมันออกไปตามสื่อเยอะ แต่ว่าไอ้ตรงนั้นมันไม่ใช่ประเด็นของเราว่า เฮ้ยเราทำ เพราะเราอยากดัง อยากลงหนังสือพิมพ์ อยากออกทีวี ไม่ใช่ประเด็น แต่ว่ามันเป็นเพราะว่าสังคมมากกว่า สังคมเป็นคนคอยตีความ คอยนำเสนอ
       
       ผมก็ยังคงต้องเขียนรูปตามสิ่งที่ผมคิด ตามสิ่งที่ผมรู้สึกจริงๆ อย่างที่ผมบอก ผมเห็นมดตัวนึงตาย ผมอาจจะเอาไปทำงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกก็ได้ ถ้าผมทำได้นะ แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือคนทำงานศิลปะน่าจะออกมาชี้แจงว่าทำไมงานชิ้นนี้มันเป็นงานที่มีคุณค่าทางสุนทรียะอย่างไร มีคุณค่าต่อสังคมอย่างไร ซึ่งจะทำให้ประชาชนในสังคมของเรามีความเข้าใจในศิลปะ”


ที่มา: http://manager.co.th/MetroLife/ViewNews.aspx?NewsID=9500000115891

 
  Re: ความคิดเห็นที่ 6
CG.Plus
Level: 6
offline
Post: 294
PM Email
Reply Date: 01 October 2007 | 23:15:13
 

วันนั้นก็นอนดูอยู่ครับ มีสัมภาษณ์ พระอาจารย์ ว.วชิรเมธี ด้วย [ ไม่ทราบว่าสะกดถูกมั้ย]  เป็นรายการเเละบทสัมภาษณ์ที่ดีครับ

 
  Re: ความคิดเห็นที่ 7
8e88 Graphic
Level: 2
offline
Post: 10
PM Email
Reply Date: 02 October 2007 | 02:54:43
 

ศิลปะมันมีหลายมุมมอง ภาพนี้มันสะท้อนสังคมปัจจุบันได้เจ็บแสบดี เพียงแต่ว่าคนส่วนใหญ่รับความจริงกันไม่ค่อยได้ และมองว่าควรจะสะท้อนศาสนาในงานศิลปะในมุมมองที่สวยงามและสะอาดเท่านั้น ขนาดในพระไตรปิฏกฉบับดั้งเดิมยังมีเรื่องความโลภ โกรธ หลง ของพระภิกษุ ระบุเอาไว้เลย ขนาดเรื่องที่พระเป็นเกย์ รักร่วมเพศก็ยังมี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นที่มาของปาฏิโมกข์ 200 กว่าข้อที่เป็นกฎการปฎิบัติตนของพระภิกษุ

ไอ้เรื่องการทำความดี ไม่ใช่แค่การไหว้พระแล้วได้ชื่อว่าทำดี ไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าวัดเข้าวาแล้วจะได้บุญเสมอไป ตอนผมเคยไปบวชวัดป่าที่เชียงราย วันปกติธรรมดาเดินบิณฑบาตร คนจะใส่บาตรกันน้อย แต่ทุกวันพระนี่เขาจะทำบุญใหญ่มาก ไม่รู้คนมาจากไหน ขึ้นเขามาทำบุญ ข้าวของ ขนม เพียบ  ซึ่งถึงวันพระทีไร ก็จะเอาข้าวของที่ได้ทั้งหมดไปให้กับพวกโรงเรียนเด็กชาวเขาในแถวๆนั้น ชาวบ้านที่เอาของมาทำบุญก็ได้บุญจริงๆทางอ้อม ส่วนเด็กๆที่ไม่ค่อยมีอะไรกินในวันปกติก็อิ่มท้องไปด้วย เด็กก็จะผูกพันกับวัด ผูกพันกับพระ .... นี่คือสังคมของชาวบ้านกับวัดและพระในชนบท ที่ยังพอหลงเหลืออยู่บ้าง 

จริงๆแล้วมันคืออุบายทางอ้อมที่ให้ชาวบ้านมาทำบุญ โดยผ่านพระซึ่งเป็นคนกลาง ซึ่งถ้าจะให้ดีคือชาวบ้านจะต้องเข้าใจการทำความดีหรือการทำบุญทางตรงให้มากกว่านี้

ส่วนพระที่อยู่ในถิ่นที่เจริญหน่อย และหลงไปกับแสงสี ความอยากได้อยากมีคล้ายๆกับเพศฆราวาส ก็คงไม่ต่างจากคนธรรมดาทั่วๆไป เพียงแต่การแต่งกายต่างกันแค่นั้นเอง ... จำพวกพระเดินพันทิพย์ คลองถม จตุจักร ... พระที่อยู่ในกุฏิติดแอร์ มีโฮมเธียร์เตอร์ พูดตรงๆว่าท่านเหล่านั้นน่าจะมีความเป็นพระเหลือแค่เพียงครึ่ง พระบางรูปร่ำรวยจากเงินทำบุญของชาวบ้าน ติดในทรัพย์จนไม่คิดอยากจะสึก ก็มีเยอะ ... สังคมปัจจุบันมันเป็นแบบนี้แหล่ะ จะรับความจริงหรือรับไม่ได้มันเป็นอีกเรื่องนึง

 
  Re: ความคิดเห็นที่ 8
noobest
Level: 1
offline
Post: 8
PM Email
Reply Date: 02 October 2007 | 08:00:04
 

มุมมองของแต่ละคนมันไม่เหมือนกันอ่ะ

ถ้ามองในมุมมองของศิลปินหรือนักเสพงานศิลปะ ก็จะมองว่ามันเป็นศิลปะที่สะท้อนความคิด สังคมได้เป็นอย่างดี

แต่ถ้ามองในมุมมองของคนที่ไม่รู้เรื่องศิลปะเลย หรือพวกอคติ หรือพวกความคิดไม่เปิดกว้าง พวกนี้จะรับไม่ได้กันค่ะ

 
 
PAGE:  1  2   >  
 
กรุณา log in ก่อนแสดงความคิดเห็น
 
 
ผู้ใช้งานขณะนี้ 
7 บุคคลทั่วไป, 0 สมาชิก  
ผู้ที่กำลังออนไลน์:  -
วันนี้สมาชิกออนไลน์มากที่สุด: 0 คน
สมาชิกทั้งหมด 3,465 คน | สมาชิกล่าสุดคือ : Jasondiaky
 
COMPUTER GRAPHIC PLUS CO., LTD
463/12 ซอย วัฒนศิลป์ ถนน ราชปรารภ เขต ราชเทวี กทม. 10400

Tel: 02-651-7745-7 E-mail: info@cgplusmag.com
Copyright©2007-2010 www.cgplusmag.com All Rights Reserved.